top of page

ท้องแรก ต้องเตรียมอะไรบ้าง ? คู่มือฉบับเต็ม สำหรับคุณแม่มือใหม่ ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนใกล้คลอด

  • รูปภาพนักเขียน: regagar
    regagar
  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

การตั้งครรภ์ “  ท้องแรก ” เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความสุข และความกังวลในเวลาเดียวกัน คุณแม่หลายคนอาจมีคำถามเต็มไปหมดว่า “ ต้องเริ่มจากอะไร ” “ ต้องซื้ออะไรบ้าง ” หรือ “ ดูแลตัวเองยังไงให้ลูกแข็งแรง ”

โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน อาจรู้สึกว่ามีเรื่องให้เตรียมเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน บทความนี้จึงรวบรวมทุกเรื่องสำคัญที่ “ คุณแม่ท้องแรก ” ควรรู้ ตั้งแต่การฝากครรภ์ การดูแลร่างกาย การเตรียมของใช้ ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนคลอด เพื่อช่วยให้คุณแม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้นในทุกช่วงของการตั้งครรภ์


ท้องแรก คุณแม่มือใหม่

ทำไมการเตรียมตัวตอน “ ท้องแรก  ” จึงสำคัญ

การตั้งครรภ์ไม่ใช่แค่การดูแลลูกในท้องเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจของคุณแม่เปลี่ยนแปลงอย่างมาก หากเตรียมตัวดีตั้งแต่แรก จะช่วยให้ :

  • คุณแม่ดูแลสุขภาพได้เหมาะสม

  • ลดความเครียดและความกังวล

  • วางแผนค่าใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น

  • เตรียมความพร้อมก่อนลูกคลอด

  • ลดการซื้อของที่เกินความจำเป็น

  • เข้าใจพัฒนาการของลูกน้อยในแต่ละช่วง


ท้องแรก ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ความจริงแล้ว การเตรียมตัวสำหรับคุณแม่ท้องแรกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่

  • ช่วงเริ่มตั้งครรภ์

  • ช่วงกลางครรภ์

  • ช่วงใกล้คลอด

การวางแผนทีละช่วงจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่ไม่รู้สึกกังวลมากเกินไป และสามารถเตรียมตัวได้อย่างครบถ้วน


ช่วงเริ่มตั้งครรภ์ (ไตรมาสแรก)

ช่วงไตรมาสแรก หรือประมาณสัปดาห์ที่ 1-12 ถือเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ของลูกน้อยกำลังเริ่มพัฒนา

ท้องแรก 1-3 เดือน
  1. ฝากครรภ์ตั้งแต่รู้ว่าท้องหลังตรวจพบการตั้งครรภ์ : ควรเข้าพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ภายในช่วง 8-12 สัปดาห์แรก เพื่อให้แพทย์ประเมินอายุครรภ์อย่างถูกต้อง รวมถึงการตรวจสุขภาพของทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ และทารกในครรภ์ด้วย เช่น

    1. ประเมินอายุครรภ์

    2. ตรวจสุขภาพคุณแม่

    3. ตรวจความสมบูรณ์ของทารก

    4. ตรวจเลือด

    5. คัดกรองโรคต่าง ๆ

    โดยแพทย์จะนัดติดตามเป็นระยะ เพื่อดูการเจริญเติบโตของลูก และให้คำแนะนำการดูแลตัวเองที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุครรภ์ ซึ่งการฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มรู้ว่าตั้งครรภ์นั้น ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ได้อีกด้วย


  1. เริ่มทานโฟลิก : โฟลิก (Folic Acid) เป็นวิตามินที่สำคัญต่อพัฒนาการของสมองและไขสันหลังของทารก การได้รับโฟลิกอย่างเพียงพอ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของความผิดปกติของระบบประสาทในทารกได้ อาหารที่มีโฟเลตตามธรรมชาติ ได้แก่

    1. ผักใบเขียว

    2. อะโวคาโด

    3. ส้ม

    4. ถั่วต่าง ๆ

    5. ธัญพืช

    อย่างไรก็ตาม คุณแม่ส่วนใหญ่มักได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ จึงควรรับประทานโฟลิกเสริม ตามคำแนะนำของแพทย์


  1. ปรับอาหารและการพักผ่อน : เมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มี โปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม DHA โฟเลตและควรดื่มน้ำให้เพียงพอ การดื่มน้ำมากขึ้นช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี

    นอกจากนี้ยังรวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ในการตั้งครรภ์ช่วงแรกมักจะมีอาการเหนื่อยง่ายและง่วงนอนเป็นเรื่องปกติของคุณแม่ในช่วงไตรมาสแรก ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ควรนอนหลับให้ได้วันละ 7-9 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงความเครียดมากเกินไป

  2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ : สำหรับคุณแม่ท้องแรก การศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความกังวลลงได้มาก เรื่องที่ควรศึกษา เช่น

    1. อาการแพ้ท้อง

    2. พัฒนาการของลูกในแต่ละสัปดาห์

    3. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

    4. การออกกำลังกายสำหรับคนท้อง

    5. อาการผิดปกติที่ควรรีบพบแพทย์



ช่วงกลางครรภ์ (ไตรมาสที่ 2)

ช่วงไตรมาสที่ 2 หรือประมาณสัปดาห์ที่ 13-27 เป็นช่วงที่คุณแม่หลายคนเริ่มรู้สึกสบายตัวมากขึ้น อาการแพ้ท้องลดลง และเริ่มมีแรงในการเตรียมตัวสำหรับลูกน้อย

ท้อง 3-6 เดือน

  1. เริ่มซื้อของจำเป็นสำหรับแม่และลูก : คุณแม่หลายคนมักกังวลว่าจะซื้อของไม่ครบ จนเผลอซื้อของมากเกินความจำเป็น แนะนำของใช้ที่ควรเริ่มเตรียม ได้แก่

    1. ของใช้สำหรับคุณแม่

      1. เสื้อชั้นในคนท้อง

      2. หมอนรองครรภ์

      3. เสื้อผ้าสำหรับคนท้อง

      4. แผ่นซับน้ำนม

    2. ของใช้สำหรับลูก

      1. เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด

      2. ผ้าห่อตัว

      3. ผ้าอ้อม

      4. อ่างอาบน้ำเด็ก

      5. ผลิตภัณฑ์อาบน้ำเด็ก

      6. ครีม/โลชั่นบำรุงผิวเด็ก


  1. ดูแลผิวและร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์ : เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น ร่างกายของคุณแม่จะเริ่มขยายตัวมากขึ้น ทำให้หลายคนพบปัญหา ผิวแห้ง คันหน้าท้อง รอยแตกลาย ปวดหลัง ขาบวม

    วิธีดูแลผิวช่วงตั้งครรภ์ :

    1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

    2. ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

    3. เลือกผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน

    4. หลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง

    5. ห้ามใช้ Retinol / Vitamin A / พาราเบน


  2. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม : การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์ช่วยให้ลดอาการปวดหลัง ลดอาการบวม ควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้คลอดง่ายขึ้น ซึ่งกิจกรรมที่เหมาะสำหรับคนท้อง เช่น

    1. เดิน

    2. โยคะคนท้อง

    3. ว่ายน้ำ

    4. ยืดเหยียดเบา ๆ


  3. วางแผนการเงิน : การมีลูกทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในหลายด้าน เช่น

    1. ค่าฝากครรภ์

    2. ค่าคลอด

    3. ค่าวัคซีน

    4. ค่าแพมเพิร์ส

    5. ค่านม

    6. ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน

    คุณแม่และคุณพ่อควรเริ่มวางแผนการเงินล่วงหน้า เพื่อให้สามารถบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม



ช่วงใกล้คลอด (ไตรมาสที่ 3)

ช่วงไตรมาสสุดท้าย หรือสัปดาห์ที่ 28 เป็นต้นไป เป็นช่วงที่คุณแม่ควรเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับการคลอดและการดูแลลูกหลังคลอด

ท้องแรก ใกล้คลอด

  1. เตรียมกระเป๋าไปโรงพยาบาล : แนะนำให้เตรียมตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ประมาณ 32-36 สัปดาห์

    1. ของใช้สำหรับคุณแม่

      1. เอกสารสำคัญ

      2. เสื้อผ้า

      3. ของใช้ส่วนตัว

      4. ผ้าอนามัยหลังคลอด

    2. ของใช้สำหรับลูก

      1. เสื้อผ้าเด็กแรกเกิด

      2. ผ้าอ้อม

      3. ผ้าห่อตัว

      4. ถุงมือ ถุงเท้า


  1. ศึกษาการดูแลเด็กแรกเกิด : คุณแม่ท้องแรกหลายคนกังวลว่าจะเลี้ยงลูกไม่เป็น แต่การเตรียมความรู้ไว้ล่วงหน้าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มาก หัวข้อที่ควรศึกษา ได้แก่

    1. วิธีอุ้มลูก

    2. การอาบน้ำเด็ก

    3. การให้นมแม่

    4. การเรอหลังดูดนม

    5. การเปลี่ยนผ้าอ้อม

    6. การดูแลสะดือเด็กแรกเกิด

    7. การดูแลผื่นผ้าอ้อม

    8. การดูแลผิวเด็ก

    ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ในโรงพยาบาลที่คุณแม่ฝากครรภ์มักจะมีกิจกรรมอบรมเรื่องเล่านี้กับคุณแม่อยู่บ่อยครั้ง คุณพ่อคุณแม่สามารถเรียนรู้ได้อยากการอบรมคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ได้เลย


  1. เตรียมมุมของลูกในบ้าน : ไม่จำเป็นต้องมีห้องเด็กแยกเสมอไป แต่ควรมีพื้นที่สำหรับ

    1. วางเตียงเด็ก

    2. เปลี่ยนผ้าอ้อม

    3. เก็บเสื้อผ้า

    4. เก็บของใช้จำเป็น

    ควรเน้นเรื่อง

    1. ความสะอาด

    2. อากาศถ่ายเท

    3. ลดฝุ่นสะสม

    4. ความปลอดภัยของลูก


  2. เตรียมตัวเรื่องให้นมแม่ : การให้นมแม่อาจไม่ง่ายสำหรับทุกคน การศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจะช่วยให้คุณแม่ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ควรเรียนรู้เกี่ยวกับ

    1. วิธีเข้าเต้า

    2. ท่าให้นม

    3. การปั๊มนม

    4. การเก็บน้ำนม

    ซึ่งข้อมูลเหล่านี้คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลใจ เพราะทางโรงพยาบาลที่คุณแม่ฝากครรภ์ มักมีการสอนในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว แต่คุณแม่ก็สามารถศึกษามาก่อนล่วงหน้าได้เช่นกัน



FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท้องแรก

Q : ท้องแรกต้องฝากครรภ์เมื่อไหร่?

A : ควรฝากครรภ์ภายในช่วง 8-12 สัปดาห์แรก เพื่อให้แพทย์ติดตามสุขภาพของแม่และลูกอย่างใกล้ชิด


Q : ท้องแรกต้องเริ่มซื้อของตอนไหน?

A : ส่วนใหญ่นิยมเริ่มซื้อของช่วงอายุครรภ์ประมาณ 5-7 เดือน เพราะอาการแพ้ท้องดีขึ้น และยังมีเวลาเตรียมตัวก่อนคลอด


Q : คนท้องต้องกินโฟลิกนานแค่ไหน?

A : โดยทั่วไปควรเริ่มรับประทานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์


Q : ท้องแรกต้องเตรียมกระเป๋าไปโรงพยาบาลเมื่อไหร่?

A : ควรเตรียมล่วงหน้าประมาณ 32-36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันกรณีเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด


Q : คุณแม่ท้องแรกควรซื้อของลูกทั้งหมดตั้งแต่ต้นเลยไหม?

A : ไม่จำเป็น เพราะเด็กแรกเกิดใช้ของเพียงบางอย่างในช่วงแรก การทยอยซื้อของตามความจำเป็นจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและป้องกันการซื้อของเกินความจำเป็น


Q : คุณแม่ท้องแรกควรวางแผนการเงินตั้งแต่เมื่อไร?

A : ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางครรภ์ เพื่อให้มีเวลาเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการคลอด การเลี้ยงดู และค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในอนาคต

ความคิดเห็น


bottom of page