เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คืออะไร ? อาการ สาเหตุ วิธีดูแล และอาหาร ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้
- regagar

- 2 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านฮอร์โมน การเผาผลาญพลังงาน และการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ หนึ่งในภาวะที่พบได้บ่อยและไม่ควรมองข้าม คือ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้แม้คุณแม่จะไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน หลายคนเข้าใจว่าหากไม่มีอาการผิดปกติ ก็ไม่น่าจะมีความเสี่ยง แต่ในความเป็นจริง เบาหวานขณะตั้งครรภ์มักไม่แสดงอาการชัดเจน ทำให้คุณแม่จำนวนไม่น้อย ทราบว่าตนเองมีภาวะนี้หลังเข้ารับการตรวจคัดกรองตามนัดฝากครรภ์ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ การคลอด รวมถึงสุขภาพของลูกน้อย

ข่าวดีคือ เบาหวานขณะตั้งครรภ์สามารถดูแลและควบคุมได้ หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยและคลอดลูกที่มีสุขภาพแข็งแรง
บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า เบาหวานขณะตั้งครรภ์คืออะไร เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร ใครบ้างที่มีความเสี่ยง วิธีการดูแลรักษา การเลือกอาหารที่เหมาะสม รวมถึงคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เพื่อให้คุณแม่และครอบครัวสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจตลอดการตั้งครรภ์
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คืออะไร
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes Mellitus: GDM) คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณแม่สูงกว่าปกติ และตรวจพบเป็นครั้งแรกในระหว่างตั้งครรภ์ โดยส่วนใหญ่มักเกิดในช่วง สัปดาห์ที่ 24–28 ของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่แพทย์จะนัดตรวจคัดกรองเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์

ซึ่งเมื่อเข้าสู่ช่วงกลางของการตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งส่งผลให้การทำงานของอินซูลินลดลง ทำให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลได้ยาก และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น จนเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะนี้เสี่ยงต่อทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อยในครรภ์อย่างมากเลยทีเดียว
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ แตกต่างจากโรคเบาหวานทั่วไปอย่างไร
หลายคนเข้าใจว่าเบาหวานขณะตั้งครรภ์คือโรคเบาหวานชนิดเดียวกับที่พบในคนทั่วไป แต่ความจริงแล้วมีความแตกต่างกัน
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ | เบาหวานทั่วไป |
เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ | เป็นโรคเรื้อรัง |
ส่วนใหญ่หายหลังคลอด | ต้องดูแลตลอดชีวิต |
เกิดจากฮอร์โมนของรกทำให้ดื้อต่ออินซูลิน | เกิดจากร่างกายขาดอินซูลินหรือดื้อต่ออินซูลิน |
มีโอกาสกลับมาเป็นอีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป | เป็นโรคประจำตัว |
แม้ระดับน้ำตาลจะกลับมาเป็นปกติหลังคลอดในผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่ผู้ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต จึงควรตรวจสุขภาพและควบคุมพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง
อาการของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีอะไรบ้าง
สิ่งที่ทำให้ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ แตกต่างจากโรคเบาหวานทั่วไป คือ คุณแม่ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย จึงไม่สามารถสังเกตได้ด้วยตนเอง และมักทราบผลหลังเข้ารับการตรวจคัดกรองตามนัดฝากครรภ์

แม้ไม่มีอาการชัดเจน แต่หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก คุณแม่บางรายอาจมีอาการ ดังนี้
กระหายน้ำบ่อยกว่าปกติ
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
หิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น
มองเห็นภาพไม่ชัดเป็นบางครั้ง
ปากแห้ง คอแห้ง
แผลหายช้ากว่าปกติ
มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือเชื้อราในช่องคลอดบ่อย
อย่างไรก็ตาม อาการบางอย่าง เช่น ปัสสาวะบ่อย หรือเหนื่อยง่าย อาจเกิดขึ้นได้ตามปกติในระหว่างตั้งครรภ์ จึงไม่สามารถใช้เป็นข้อยืนยันว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย
สาเหตุของเบาหวานขณะตั้งครรภ์
สาเหตุสำคัญเกิดจากฮอร์โมนที่สร้างจากรก ซึ่งมีหน้าที่ช่วยให้ทารกเจริญเติบโต แต่ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเหล่านี้ก็ทำให้เซลล์ในร่างกายของคุณแม่ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง หรือที่เรียกว่า ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) เมื่อเกิดภาวะนี้ ตับอ่อนจะต้องผลิตอินซูลินเพิ่มขึ้นประมาณ 2–3 เท่า เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หากร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ น้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้น และนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
แม้ว่าหญิงตั้งครรภ์ทุกคนมีโอกาสเกิดภาวะนี้ได้ แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ดังนี้

มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนก่อนตั้งครรภ์ : ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์อ้วน จะมีภาวะดื้อต่ออินซูลินมากกว่าปกติ จึงมีโอกาสเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์สูงขึ้น
อายุมากกว่า 35 ปี : อายุที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับการทำงานของอินซูลินที่ลดลง ทำให้พบภาวะนี้ได้บ่อยขึ้นในคุณแม่อายุมาก
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน : หากพ่อ แม่ หรือพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 ความเสี่ยงของคุณแม่ก็จะเพิ่มขึ้น
เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน : คุณแม่ที่เคยมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีโอกาสกลับมาเป็นอีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปสูงกว่าคนทั่วไป
เคยคลอดลูกตัวใหญ่ : หากเคยคลอดลูกที่มีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 4 กิโลกรัม อาจเป็นสัญญาณว่าระหว่างตั้งครรภ์ครั้งก่อนมีระดับน้ำตาลสูง
มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) : ภาวะนี้เกี่ยวข้องกับการดื้อต่ออินซูลิน จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีความดันโลหิตสูง หรือกลุ่มอาการเมตาบอลิก : ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ มีแนวโน้มเกิดภาวะนี้มากขึ้น
เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ควรตรวจเมื่ออายุครรภ์กี่สัปดาห์
โดยทั่วไปสูติแพทย์จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองในช่วง “ อายุครรภ์ 24–28 สัปดาห์ ” เนื่องจากเป็นช่วงที่ฮอร์โมนจากรกเริ่มทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลินมากขึ้น จึงเป็นเวลาที่สามารถตรวจพบภาวะนี้ได้อย่างเหมาะสม หากคุณแม่มีความเสี่ยงสูง เช่น
เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
มีโรคอ้วน
มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน
เคยคลอดลูกตัวใหญ่
มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS)
แพทย์อาจพิจารณาตรวจตั้งแต่ช่วงฝากครรภ์ครั้งแรก หรือก่อนอายุครรภ์ 24 สัปดาห์
ผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เมื่อมีภาวะเบาหวาน
แม้เบาหวานขณะตั้งครรภ์จะสามารถควบคุมได้ แต่หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลสูงต่อเนื่อง อาจส่งผลต่อทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์ได้

ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) : ผู้ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อครรภ์เป็นพิษมากขึ้น พบในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทั้งต่อคุณแม่ท้องและลูกน้อยในครรภ์ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ : ระดับน้ำตาลที่สูงอาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด
คลอดยาก : อาจทำให้คลอดทางช่องคลอดได้ยาก และเพิ่มโอกาสที่แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดคลอด เนื่องจากทารกในครรภ์อาจมีขนาดตัวใหญ่กว่าปกติ
มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต : แม้หลังคลอดระดับน้ำตาลจะกลับมาเป็นปกติ แต่คุณแม่ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตหลังคลอดสูงกว่าคนทั่วไป จึงควรตรวจระดับน้ำตาลตามคำแนะนำของแพทย์ และดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์ เมื่อคุณแม่ท้องมีภาวะเบาหวาน
อย่างที่ทราบกันดีว่า การเกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ท้อง ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงลูกน้อยในครรภ์ของคุณแม่ด้วย ซึ่งลูกน้อยจะได้รับผลกระทบดังต่อไปนี้

ทารกตัวโต (Macrosomia) : เมื่อน้ำตาลในเลือดของคุณแม่สูง น้ำตาลจะผ่านรกไปยังลูก ทำให้ตับอ่อนของทารกผลิตอินซูลินมากขึ้น ส่งผลให้มีการสะสมไขมันและเจริญเติบโตมากกว่าปกติ เด็กบางคนอาจมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 4 กิโลกรัม
เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด : เนื่องจากระดับน้ำตาลที่ควบคุมได้ไม่ดี อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกได้
ภาวะน้ำตาลต่ำหลังคลอด : หลังคลอด ลูกน้อยจะไม่ได้รับน้ำตาลจากคุณแม่อีก แต่ยังคงมีระดับอินซูลินสูง ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์
ภาวะหายใจลำบาก : ทารกบางรายอาจมีการพัฒนาของปอดช้ากว่าปกติ จึงมีโอกาสเกิดปัญหาเรื่องการหายใจหลังคลอด
เสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานในอนาคต : งานวิจัยหลายฉบับพบว่า เด็กที่ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำตาลสูงในครรภ์ อาจมีโอกาสเกิดโรคอ้วนหรือเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อโตขึ้นมากกว่ากลุ่มทั่วไป
เสี่ยงแท้ง หรือเสียชีวิตในครรภ์ : เนื่องจากระดับน้ำตาลที่สูง ตัวทารกที่ใหญ่เกินกว่าปกติ
วิธีดูแลรักษาเบาหวานขณะตั้งครรภ์
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น เบาหวานขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลจนเกินไป เพราะในหลายกรณีสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา เป้าหมายของการรักษาคือ ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย โดยทั่วไปแพทย์จะวางแผนการรักษาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ทั้งการออกกำลัง การติดตามอาการทั้งน้ำตาลในเลือด และการเติบโตของทารกในครรภ์ รวมไปถึงการควบคุมอาหารของคุณแม่ด้วย
การควบคุมอาหารอย่างถูกวิธีของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวาน
การควบคุมอาหารอย่างถูกวิธี คุณแม่ไม่ควรงดอาหาร หรือลดปริมาณอาหารมากเกินไป เพราะทารกยังต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอ สิ่งสำคัญคือ เลือกชนิดของอาหารและแบ่งมื้อให้เหมาะสม รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ อาจเพิ่มอาหารว่าง 2–3 มื้อตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ปล่อยให้หิวเป็นเวลานาน หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารปริมาณมากในมื้อเดียว และควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลา แนะนำอาหารที่คุณแม่ท้องมีภาวะเบาหวานควรเลือกรับประทานดังนี้

เลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน : คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานที่จำเป็น แต่ควรเลือกชนิดที่ย่อยและดูดซึมช้ากว่า เพื่อช่วยลดการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลหลังอาหาร อาหารที่แนะนำคือ ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต มันเทศ ฟักทองในปริมาณเหมาะสม ธัญพืชไม่ขัดสี
เพิ่มผักในทุกมื้อ : ผักเป็นแหล่งของใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งช่วยให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง และช่วยให้อิ่มนานขึ้น นอกจากนี้ควรรับประทานผักหลากหลายชนิดในแต่ละวัน ซึ่งผักที่เหมาะ เช่น คะน้า ตำลึง บรอกโคลี แตงกวา ผักกาดขาว เห็ด กะหล่ำปลี บวบ ฟักเขียว
เลือกโปรตีนคุณภาพดี : โปรตีนมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของทารก และช่วยให้อิ่มนาน ตัวอย่างโปรตีนที่แนะนำ ได้แก่ ปลา ไก่ไม่ติดหนัง ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรหลีกเลี่ยงการปรุงด้วยการทอดน้ำมันมาก ๆ
เลือกไขมันดี : ไขมันยังคงจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ แต่ควรเลือกไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น อะโวคาโด อัลมอนด์ วอลนัต เมล็ดแฟลกซ์ น้ำมันมะกอก ปลาทะเลที่มีโอเมกา 3 ควรเลือกชนิดที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์
อาหารที่คุณแม่ท้องมีภาวะเบาหวานควรหลีกเลี่ยง
หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ไม่ได้หมายความว่าห้ามรับประทานของหวานทุกชนิด แต่ควรจำกัดอาหารที่มีน้ำตาลสูงและทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างอาหารที่ควรลดหรือหลีกเลี่ยง ได้แก่

น้ำอัดลม
ชานมไข่มุก ชาเย็น
กาแฟเย็นที่เติมน้ำตาล
น้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล
เบเกอรี่ เค้ก โดนัท
ขนมหวานไทย
ลูกอม
น้ำเชื่อม
นมข้นหวาน
ข้าวขาวปริมาณมาก
ขนมปังขาว
เส้นก๋วยเตี๋ยวในปริมาณมาก
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
คุณแม่ท้องที่เป็นเบาหวานจำเป็นต้องฉีดอินซูลินทุกคนหรือไม่
ต้องบอกเลยว่าไม่จำเป็น เพราะคุณแม่จำนวนมากสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ด้วยการปรับอาหารและการออกกำลังกายได้ แต่หากระดับน้ำตาลยังสูง แม้จะปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสมแล้ว แพทย์อาจพิจารณาใช้อินซูลิน ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับว่าปลอดภัยในระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ควรซื้อยาลดน้ำตาลมารับประทานเอง เพราะยาบางชนิดอาจไม่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ด้วยนั่นเอง
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานขณะตั้งครรภ์
Q : เบาหวานขณะตั้งครรภ์อันตรายไหม ?
A : หากไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ครรภ์เป็นพิษ ทารกตัวโต การคลอดก่อนกำหนด หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำของทารกหลังคลอด แต่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถลดลงได้อย่างมาก
Q : เบาหวานขณะตั้งครรภ์หายเองหลังคลอดหรือไม่ ?
A : ในคุณแม่ส่วนใหญ่ ระดับน้ำตาลในเลือดจะกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด อย่างไรก็ตาม ควรเข้ารับการตรวจระดับน้ำตาลหลังคลอดประมาณ 4–12 สัปดาห์ ตามคำแนะนำของแพทย์ และตรวจสุขภาพเป็นระยะ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคต
Q : เบาหวานขณะตั้งครรภ์มีผลต่อลูกในระยะยาวหรือไม่ ?
A : หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกจะมีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ และอาจมีโอกาสเป็นโรคอ้วนหรือเบาหวานชนิดที่ 2 เมื่อโตขึ้น อย่างไรก็ตาม การดูแลระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนดจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้
Q : หากเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำเป็นต้องผ่าคลอดหรือไม่ ?
A : ไม่จำเป็นเสมอไป การเลือกวิธีคลอดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดของทารก สุขภาพของคุณแม่และลูก รวมถึงการประเมินของสูติแพทย์ หากควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน หลายรายสามารถคลอดทางช่องคลอดได้
Q : เบาหวานขณะตั้งครรภ์เกิดซ้ำได้หรือไม่ ?
A : ได้ ผู้ที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะนี้อีกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป จึงควรดูแลสุขภาพและแจ้งประวัติกับแพทย์ตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์
Q : คุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ให้นมลูกได้หรือไม่?
A : โดยทั่วไปสามารถให้นมลูกได้ และการให้นมบุตรยังอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูก อย่างไรก็ตาม หากมีโรคประจำตัวหรือข้อกังวลอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล แหล่งอ้างอิง :
1. American Diabetes Association. Standards of Care in Diabetes – Management of Diabetes in Pregnancy. 2. American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG). Gestational Diabetes.
3. World Health Organization (WHO). Diagnostic criteria and classification of hyperglycaemia first detected in pregnancy.
4. International Diabetes Federation (IDF). Gestational Diabetes.
5. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์.
6. ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย. แนวทางการดูแลหญิงตั้งครรภ์และการคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์.
7. โรงพยาบาลนนทเวช



ความคิดเห็น